จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

ค้นหา

วันอาทิตย์ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

งานวิจัย มยุรี 2559 วิทยาลัยเทคโนโลยีหมู่บ้านครู

ผลงานวิจัยเรื่อง ปัจจัยที่ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษาประเภทวิชาพาณิชยกรรม และ  บริหารธุรกิจ วิทยาลัยเทคโนโลยีหมู่บ้านครู 
ผู้วิจัย                 นางมยุรี  เกื้อสกุล
ตำแหน่งปัจจุบัน  หัวหน้าสาขาวิชาการบัญชี
การศึกษา           ปริญญาโท สาขาบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต (เชี่ยวชาญบัญชี)
                         มหาวิทยาลัยเอเชียอาคเนย์
สถานที่ติดต่อ      วิทยาลัยเทคโนโลยีหมู่บ้านครู
                         ถนนเพชรเกษม ซอย 112 แขวงหนองค้างพลู เขตหนองแขม 
                         กรุงเทพมหานคร10160.  
                         โทรศัพท์ 086 308 1284
                         E mail: accmayuraa@gmail.com
ปีที่ทำวิจัยเสร็จ   พ.ศ.2559
ประเภทงานวิจัย วิจัยสถาบัน
บทคัดย่อ
        การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนตามสภาพทั่วไปของนักศึกษา ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยด้านผู้เรียน ปัจจัยด้านผู้สอน และปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมในการเรียนกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษา ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษา ประชากรเป็นนักศึกษา  ประเภทพาณิชยกรรม ชั้นปวช. 3 ประเภทวิชาบริหารธุรกิจชั้น ปวส.2 จากปวช. และปวส.2 จากม.ปลาย ที่ลงทะเบียนเรียนภาคเรียนที่ 2 / 2558 จำนวน 396 คนโดยกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา  เป็นการสุ่มแบบแบ่งชั้น แบ่งประชากรที่มีลักษณะเหมือนกันออกเป็นกลุ่มๆ และคำนวณจากประชากรที่นับได้ ตามสาขาวิชา ชั้นปี เพศ จำนวนทั้งสิ้น 355 คน  แบบสอบถามคืนทั้งหมด 355 ชุด การวิเคราะห์ข้อมูลใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติ โดยการหาค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่า T-test การวิเคราะห์ความแปรปรวน (ANOVA) วิเคราะห์รายคู่ที่แตกต่าง ด้วยวิธี Scheffe ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน และการวิเคราะห์ถดถอยเชิงซ้อน
            ผลการวิจัยพบว่า
            1.   สภาพทั่วไปของนักศึกษาที่ส่งผลให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษา แตกต่างกัน ที่ระดับนัยสำคัญ 0.05 ได้แก่ ระดับการศึกษา สาขาวิชา อาชีพของมารดา เมื่อทำการวิเคราะห์รายคู่ที่แตกต่าง ด้วยวิธี Scheffe พบว่า ระดับการศึกษาที่ต่างกันจำนวน 2 คู่ คือ ระดับการศึกษา ปวช.3 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สูงกว่า ปวส.2 จากปวช.และ ปวส.2 จากม.ปลาย ระดับนัยสำคัญ 0.05 และสาขาวิชาบัญชี มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สูงกว่า สาขาวิชาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ ระดับนัยสำคัญ 0.05ส่วนเพศ การศึกษาของบิดา การศึกษาของมารดา อาชีพของบิดา ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษา ไม่แตกต่างกัน ที่ระดับนัยสำคัญ 0.05
            2.   ปัจจัยด้านผู้เรียนที่มีความสัมพันธ์กับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ระดับนัยสำคัญ 0.05 คือปัจจัยด้านผู้เรียนโดยรวม ที่พบในระดับนัยสำคัญ 0.01 คือ แรงเสริมจากบิดา มารดาหรือปกครอง การปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมของนักศึกษา
            3.   ปัจจัยด้านผู้สอนโดยรวมไม่พบผลความสัมพันธ์กับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ที่พบว่ามีความสัมพันธ์กับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ระดับนัยสำคัญ 0.05 คือ ความสัมพันธ์ระหว่างผู้สอนกับนักศึกษา
            4.   ปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมในการเรียนโดยรวมมีความสัมพันธ์กับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ระดับนัยสำคัญ 0.05
            5.   ปัจจัยทางด้านผู้เรียน ปัจจัยทางด้านผู้สอน และปัจจัยทางด้านสภาพแวดล้อมในการเรียนส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษา ประมาณ 0. 36 หรือร้อยละ 36.0 ที่ระดับนัยสำคัญ 0.05


คำสำคัญ: ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน  แรงเสริมจากบิดามารดา หรือผู้ปกครอง การปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมของนักศึกษา  ความสัมพันธ์ระหว่างผู้สอนกับนักศึกษา 

วันศุกร์ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

งานวิจัย 2557 มหาวิทยาลัยธรยุรี

คุณสมบัติตามมาตรฐานการศึกษาระหว่างประเทศสำหรับผู้ประกอบวิชาชีพบัญชีของ
ผู้ทำบัญชีที่สถานประกอบการต้องการ กรณีศึกษา : สถานประกอบการนิคมอุตสาหกรรมสมุทรสาคร
THE QUALIFICATIONS OF ACCOUNTANT STAFFS IN LIST OF INTERNATIONAL ACCOUNTING EDUCATION STANDARD (IES) PERFERRED BY ENTERPRISES CASE STUDY OF THE SAMUTSAKHON INDUSTRAIL ESTATE

มยุรี เกื้อสกุล1
วุฒิ  วัชโรดมประเสริฐ2
Mayuree Kersakul 1
Wut Wacharodomprasert2
ศูนย์การศึกษามหาวิทยาลัยธนบุรี วิทยาลัยเทคโนโลยีศรีวัฒนาบริหารธุรกิจ1
คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยธนบุรี2
บทคัดย่อ
            การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาคุณสมบัติตามมาตรฐานการศึกษาระหว่างประเทศสำหรับผู้ประกอบวิชาชีพบัญชีของผู้ทำบัญชีที่ผู้บริหารและพนักงานบัญชีในสถานประกอบการต้องการ เพื่อเปรียบเทียบคุณสมบัติผู้ทำบัญชีตามความต้องการ จำแนกตามระดับการศึกษา และประสบการณ์การทำงาน ประชากรในการวิจัยครั้งนี้คือ สถานประกอบการในนิคมอุตสาหกรรมสมุทรสาครจำนวน 101 กิจการ กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้บริหารและพนักงานบัญชีในสถานประกอบการโรงงานอุตสาหกรรม 79 กิจการ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าความถี่ (F) ค่าร้อยละ (%) ค่าเฉลี่ยค่าเฉลี่ย () ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) วิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One Way ANOVA) และทดสอบความแตกต่างรายคู่ โดยใช้ Scheffe ค่านัยสำคัญทางสถิติ 0.05 วิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติด้วยโปรแกรมสำเร็จรูป พบว่า ส่วนใหญ่การศึกษาระดับปริญญาตรี มีประสบการณ์การทำงาน 5 ปีขึ้นไป ถึง 8 ปี ทำงานในโรงงานอุตสาหกรรมยาง พลาสติก และหนังเทียม  โรงงานอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม  ผลการวิจัยพบว่าคุณสมบัติที่ต้องการ ด้านค่านิยมทางวิชาชีพจรรยาบรรณและทัศนคติทางวิชาชีพของนักบัญชี(IES 4)โดยรวม เป็นคุณสมบัติที่สถานประกอบการต้องการมากที่สุด  เปรียบเทียบคุณสมบัติที่สถานประกอบการต้องการ จำแนกตามระดับการศึกษา ด้านความรู้ทางวิชาชีพบัญชีของโปรแกรมการศึกษาทางวิชาชีพบัญชี (IES 2) แตกต่างกัน ระดับปริญญาตรีมีความต้องการความรู้ มากกว่า ด้านทักษะทางวิชาชีพบัญชี (IES 3) แตกต่างกัน ระดับต่ำกว่าปริญญาตรี มีความต้องการทักษะมากกว่า ด้านค่านิยมจรรยาบรรณและทัศนคติในวิชาชีพการบัญชี (IES 4) ไม่แตกต่างกัน จำแนกตามประสบการณ์การทำงาน ความรู้ทางวิชาชีพบัญชีของโปรแกรมการศึกษาทางวิชาชีพบัญชี (IES 2) ไม่แตกต่าง ด้านทักษะทางวิชาชีพบัญชี (IES 3) แตกต่าง ประสบการณ์การทำงาน 3ปีขึ้นไป - 5 ปี มีความต้องการทักษะมากกว่า ด้านค่านิยมจรรยาบรรณและทัศนคติในวิชาชีพการบัญชี (IES 4) แตกต่างกัน ประสบการณ์ทำงานต่ำกว่า 3 ปี มีความต้องการ มากกว่า
คำสำคัญ :      คุณสมบัติผู้ทำบัญชี ความรู้ทางวิชาชีพบัญชี ทักษะทางวิชาชีพบัญชี ค่านิยมจรรยาบรรณและทัศนคติในวิชาชีพบัญชี มาตรฐานการศึกษาระหว่างประเทศสำหรับผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี
Abstract
            The purposes of this research are to study and compare the difference of education and experience the qualifications of accountant staffs in list of International Accounting Education Standard: IES by excusive and accouter. The population used in this research is the 101 enterprises, running in Samutsakhon Industrial Estate. The sample 91 enterprises were select from Industrial enterprises. The statistical used are frequency rate (f) percentage (%) mean () standard deviation (S.D.) compare the satisfaction by t-test, One-way ANOVA and compare the different of pairs by Scheffe at 0.05 significant level. The statistical software package has been used to analyze the data. The results of analysis show that. The mainly of the sample was educated in bachelor degree, the experience over than 5 years – 8 years. The same mainly work in Rubber – plastic - leather industry and Food – drink industry. The priorities qualifications of accountant staffs in list of International Accounting Education Standard: IES. On the favorable highest qualification in Professional values ethics and attitude of accountant staffs preferred by account manager and accouter. The comparative by education. IES 2 Professional knowledge was different, educated in bachelor degree wanted over than another. IES 3 Professional skill was different, educated in below than bachelor degree wanted over than another. IES 4 Professional values ethics and attitude weren’t different. The comparative by experience. IES 2 Professional knowledge weren’t different. IES 3 Professional skill was different, over than 3 years – 5 years wanted over than another. IES 4 Professional values ethics and attitude were different, lower than 3 years wanted over than another.

Keyword:     Qualifications of accountant staffs, Professional knowledge, Professional skill, Professional   values ethics and attitude, International Accounting Education Standard: IES



วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยธนบุรี ปีที่ 9 ฉบับที่ 20 เดือนกันยายน - ธันวาคม 2558 หน้า 49-58
Full text ได้ทั่ http://www.thonburi-u.ac.th/journal/Document/9-20/20-4-Mayuree-Vutti.pdf

งานวิจัย 2557 วิทยาลัยเทคโนโลยีหมู่บ้านครู



ผลงานวิจัย             เจตคติของนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ชั้นปีที่ 3 และนักศึกษา       ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ชั้นปีที่ 2 สาขาวิชาการบัญชี ปีการ         ศึกษา 2556 ที่มีต่อการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติ ด้านอาชีวศึกษา กรณี          ศึกษา : สาขาวิชาการบัญชี วิทยาลัยเทคโนโลยีหมู่บ้านครู
ผู้วิจัย                      นางมยุรี  เกื้อสกุล
ตำแหน่ง                  หัวหน้าสาขาวิชาการบัญชี
วุฒิการศึกษา           บริหารธุรกิจมหาบัณฑิต (เชี่ยวชาญบัญชี)
สถานศึกษาที่ติดต่อ  วิทยาลัยเทคโนโลยีหมู่บ้านครู 57/14   หมู่ 2 ซอยเพชรเกษม 112
                               ถนนเพชรเกษม กรุงเทพฯ 10160
                               โทรศัพท์ 086-308-1284  
                               E-mail : acc_mayuree19@hotmail.com
ปีที่ทำวิจัยเสร็จ         พ.ศ 2557    
ประเภทการวิจัย       วิจัยสถาบัน
บทคัดย่อ
            การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพทั่วไปที่มีผลต่อเจตคติของนักเรียนนักศึกษาที่มีต่อการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติ ด้านอาชีวศึกษา และศึกษาข้อเสนอแนะจากผู้ตอบแบบสอบถามที่มีต่อการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติทางด้านอาชีวศึกษา และการพัฒนาการเรียนการสอนของวิทยาลัย
            ประชากรที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นปวช. 3 นักศึกษา ชั้นปวส.2 ปีการศึกษา 2556สาขาวิชาการบัญชี วิทยาลัยเทคโนโลยีหมู่บ้านครู ทั้งหมดที่เข้าทดสอบทางการศึกษาระดับชาติ ด้านอาชีวศึกษา ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการสำรวจ จำนวน 174 ฉบับ การเก็บรวบรวมผู้วิจัยใช้การมอบให้ประชากรทั้งหมดและจัดเก็บด้วยตนเอง นำมาวิเคราะห์เฉพาะผู้ที่เข้ารับการทดสอบ การวิเคราะห์ในส่วนนี้ใช้ โปรแกรมคอมพิวเตอร์ IBM SPSS Statistics Version 17 (trail) สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ความถี่ ความเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติที่ใช้ทดสอบสมมติฐานความแตกต่างระหว่างค่าเฉลี่ยของประชากรทั้ง 2 กลุ่มที่เป็นอิสระต่อกัน (Independent Sample t-test) และทดสอบสมมติฐาน ความแปรปรวนทางเดียวของประชากรมากกว่า 2 กลุ่มขึ้นไป (One – Way ANOVA : f – test) หาความแตกต่างเป็นรายคู่ โดยวิธี Least Significant Difference (LSD)

            ผลการวิจัยพบว่า ระดับเจตคติของนักเรียน นักศึกษาด้านความรู้ความเข้าใจ ด้านความรู้สึก ด้านพฤติกรรมที่กระทำ ด้านการประเมินผลการเรียนรู้ ด้านการปรับปรุงคุณภาพการเรียนการสอน ด้านการประกันคุณภาพการศึกษา โดยรวมอยู่ในระดับมาก ทั้ง 6 ด้าน ปัจจัยสถานภาพทั่วไปของประชากร ได้แก่ ระดับการศึกษา ได้แก่ ปวช. และปวส. มีเจตคติต่อการทดสอบต่างกัน คือยอมรับสมมติฐาน 5 ด้านได้แก่ ด้านความรู้สึก ด้านพฤติกรรม  ด้านการประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียน ด้านปรับปรุงคุณภาพการเรียนการสอน  ด้านการประกันคุณภาพการศึกษาของวิทยาลัย สำหรับด้านความรู้ความเข้าใจต่อการทดสอบ 2 ระดับชั้น มีเจตคติไม่แตกต่างกันโดยระดับชั้นปวส. มีค่าเฉลี่ยสูงกว่าระดับ ปวช.ทุกด้าน รอบการศึกษาทั้ง 2 รอบการศึกษา คือรอบเช้าและรอบบ่าย มีเจตคติต่อการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติ ด้านอาชีวศึกษา ไม่แตกต่างกัน ระดับคะแนนเฉลี่ยสะสมที่ต่างกัน มีระดับเจตคติต่อการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติ ด้านอาชีวศึกษา ไม่แตกต่างกัน

งานวิจัย 2556 วิทยาลียเทคโนโลยีหมู่บ้านครู

ชื่อเรื่อง                การพัฒนาสมรรถนะผู้ทำบัญชีที่ตอบสนองต่อความ
ต้องการของภาคธุรกิจในการเตรียมความพร้อมก้าวสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน : กรณีศึกษาวิทยาลัยเทคโนโลยีหมู่บ้านครู  ในเขตกรุงเทพมหานคร
ผู้วิจัย                   นางมยุรี  เกื้อสกุล
ตำแหน่ง              หัวหน้าสาขาวิชาการบัญชี
วุฒิการศึกษา        บริหารธุรกิจมหาบัณฑิต (เชี่ยวชาญบัญชี)
สถานที่ติดต่อ       วิทยาลัยเทคโนโลยีหมู่บ้านครู 57/14   หมู่ 2 ซอยเพชรเกษม 112 ถนนเพชรเกษม กรุงเทพฯ 10160
                           โทรศัพท์ 086-308-1284
                             E-mail : acc_mayuree19@hotmail.com
ปีที่ทำวิจัยเสร็จ     .2556   
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสมรรถนะของผู้ทำบัญชีที่ภาคธุรกิจต้องการประชากรและกลุ่มตัวอย่าง คือ หัวหน้าสายงานบัญชีที่ในภาคธุรกิจในเขตหนองแขม กรุงเทพมหานครจากสถานประกอบการจำนวน 4 แห่ง  และนักศึกษาที่สำเร็จการศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง จากวิทยาลัยเทคโนโลยีหมู่บ้านครู ระหว่างปี 2552- 2554 และเป็นผู้ทำบัญชีในภาคธุรกิจ ในเขตหนองแขม  กรุงเทพมหานคร  โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการสำรวจ จำนวน 31 ตัวอย่าง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ คือ ร้อยละ(Percentage) ค่าเฉลี่ย(Mean) ความถี่(Frequency)
         ผลการศึกษาพบว่า ภาพรวมความเห็นของผู้จัดการ/หัวหน้าสายงานบัญชีและผู้ทำบัญชี มีต่อความรู้และทักษะด้านบัญชีที่จำเป็นต้องมีสำหรับผู้ทำบัญชี มีความเห็นระดับมาก โดยมีความเห็นความมีจรรยาบรรณในวิชาชีพ เป็นอันดับแรก รองลงมาคือความรู้และทักษะการบันทึกบัญชี ความรู้และทักษะในงานบัญชีชั้นสูงมีความเห็นน้อยที่สุด แต่ยังอยู่ในระดับมาก ภาพรวม ที่มีต่อคุณลักษณะที่พึงประสงค์ที่ต้องการพัฒนาสำหรับผู้ทำบัญชี มีความเห็นระดับมาก โดยมีความเห็นความซื่อสัตย์สุจริต เป็นอันดับแรก อยู่ในระดับมากที่สุด  รองลงมาคือความรับผิดชอบต่องาน อยู่ในระดับมาก ภาวะผู้นำและบุคลิกภาพที่ดีมีความเห็นน้อยที่สุด แต่ยังอยู่ในระดับมากภาพรวมความเห็น ที่มีต่อสมรรถนะหลักและสมรรถนะทั่วไปของผู้ทำบัญชีมี ความเห็นระดับมาก โดยมีความเห็นว่ามีความหลากหลายของทักษะในการทำงาน เป็นอันดับแรก อยู่ในระดับมาก  รองลงมาคือการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง อยู่ในระดับมาก ความรู้ความสามารถด้านภาษาอังกฤษธุรกิจ มีความเห็นน้อยที่สุด อยู่ในระดับน้อย  ภาพรวมความเห็นที่มีต่อสมรรถนะวิชาชีพของผู้ทำบัญชีมี ความเห็นระดับมาก โดยมีความเห็นต่อการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม เป็นอันดับแรก อยู่ในระดับมากที่สุด  รองลงมาคือการบันทึกเกี่ยวกับการซื้อสินค้า และการใช้ Microsoft office ปฏิบัติงานบัญชี ทั้งสองสมรรถนะวิชาชีพ อยู่ในระดับมาก   การร่างงบการเงินของหน่วยงานมีความเห็นน้อยที่สุด อยู่ในระดับมาก

         ผู้ตอบแบบสอบถามได้มีการให้ข้อเสนอแนะบางประการ ด้านคุณลักษณะที่พึงประสงค์ที่ต้องการพัฒนาสำหรับผู้ทำบัญชี เห็นว่าความซื่อสัตย์สุจริต เป็นลักษณะนิสัยที่หัวหน้างานต้องการ โดยเฉพาะเรื่องไม่ปิดบังเมื่อเกิดความผิดพลาดในงานขึ้น ซึ่งอาจเกิดจากความไม่รู้ หรือกลัวโดนตำหนิ  การตรงต่อเวลา รวมถึงการทำงานให้เสร็จตามเวลาโดยเร็ว ไม่มุ่งที่จะคำนึงถึงแต่ค่าล่วงเวลา ความเป็นผู้อ่อนน้อมถ่อมตน พร้อมจะรับฟังคำแนะนำจากหัวหน้างาน เพราะความรู้ที่เรียนมานั้นเป็นหลักการกว้างๆ และมีตัวอย่างไม่ครอบคลุมทั้งหมด แต่ละองค์กรมีรูปแบบและวัฒนธรรมองค์กรที่ต่างกัน สำหรับสมรรถนะหลักนั้นควรมีทักษะที่หลากหลาย เช่น การใช้เครื่องคำนวณ การใช้เครื่องใช้สำนักงาน ซึ่งหากผ่านการฝึกหัดจากสถานศึกษามาน้อย จะทำให้การทำงานช้าลง หรือเกิดความผิดพลาดในการบันทึกรายการต่าง ๆ เมื่อมาทำงานจริงได้  ด้านอื่น ๆ ให้ข้อเสนอแนะว่า ครูผู้สอนควรหาโอกาสได้เข้ามาทำงานจริงในสถานประกอบการในช่วงปิดภาคเรียน ซึ่งสถานประกอบการพร้อมที่จะให้ความร่วมมือ

วันพฤหัสบดีที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2559

งานวิจัย 2558 วิทยาลัยเทคโนโลยีหมู่บ้านครู


ผลงานวิจัย                    พฤติกรรมนักศึกษาสาขาวิชาการบัญชีในคุณลักษณะที่
                                พึงประสงค์ ตามมาตรฐานการศึกษาวิชาชีพของหลักสูตรสำนัก งานคณะกรรมการอาชีวศึกษาระดับปวชและปวสศึกษากรณีนักศึกษา วิทยาลัยเทคโนโลยีหมู่บ้านครู ระดับปวช.3 และ ปวส.2 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2558
ผู้วิจัย                            นางมยุรี เกื้อสกุล
ตาแหน่งปัจจุบัน              หัวหน้าแผนกวิชาการบัญชี
วุฒิการศึกษา                  บริหารธุรกิจมหาบัณฑิต (เชี่ยวชาญบัญชี)
สถานศึกษาที่ติดต่อ        วิทยาลัยเทคโนโลยีหมู่บ้านครู ซอยเพชรเกษม 112      แขวงหนองค้างพลู เขตหนองแขม กรุงเทพมหานคร รหัสไปรษณีย์ 10160
โทรศัพท์ 086 308 1284
E – mail : acc_mayuree19@hotmail.com
ปีที่ทาการวิจัยเสร็จ         2558
ประเภทงานวิจัย             วิจัยสถาบัน
บทคัดย่อ

การวิจัยเรื่อง พฤติกรรมนักศึกษาสาขาการบัญชีในคุณลักษณะที่พึงประสงค์ ตามมาตรฐานการศึกษาวิชาชีพของหลักสูตรสานักงานคณะกรรมการอาชีวศึกษาระดับปวชและปวสศึกษากรณี นักศึกษาวิทยาลัยเทคโนโลยีหมู่บ้านครู ระดับปวช.3 และ ปวส.2 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2558   มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมนักศึกษาสาขาการบัญชีในคุณลักษณะที่พึงประสงค์ ตามมาตร ฐานการศึกษาวิชาชีพของหลักสูตรสานักงานคณะกรรมการอาชีวศึกษาระดับปวช.และปวสด้านคุณลักษณะที่พึงประสงค์ และศึกษาเปรียบเทียบระดับการ ศึกษามีผลต่อพฤติกรรมในคุณลักษณะที่พึงประสงค์ ตามมาตรฐานการศึกษาวิชาชีพของนักศึกษาที่เรียนสาขาวิชาการบัญชี   ประชากรและกลุ่มตัวอย่างคือนักศึกษาระดับปวช.3 และ ปวส.2 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2558 วิทยาลัยเทคโนโลยีหมู่บ้านครู ทั้งหมดรวม 121 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบ สอบถาม มอบให้นักศึกษาทั้งหมดโดยตรง ได้รับแบบสอบถามคืนครบ คิดเป็นร้อยละ 100 สถิติที่ใช้ค่าความถี่ (Frequency) ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (Mean) และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) ทดสอบสมมติฐานด้วยการทดสอบค่าที (t - test) ตัวแปรต้นสองกลุ่ม จาแนกตามระดับการศึกษาโดยกาหนดระดับนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ผลการวิจัยพบว่า ส่วนใหญ่เป็นผู้อยู่ระดับชั้น ปวส.2 ร้อยละ 52.9 ระดับชั้น ปวช.3 ร้อยละ 47.1 พฤติกรรมที่นักศึกษาปฏิบัติตามคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของหลักสูตรสานักงานคณะกรรมการอาชีวศึกษาระดับ ปวชและปวส.โดยรวมคุณลักษณะที่พึงประสงค์ อยู่ในระดับมาก ประกอบด้วย 3 ด้าน คือ ด้านคุณธรรม จริยธรรมและจรรยาบรรณวิชาชีพ อยู่ในอันดับแรกโดยรวม พฤติกรรมอยู่ในระดับมาก เมื่อแยกองค์ประกอบย่อยแล้ว อันดับแรกคือ ความกตัญญูกตเวที อยู่ในระดับ มาก องค์ประกอบลาดับสุดท้ายของด้านนี้ คือ ความเป็นกลางในวิชาชีพบัญชี อยู่ในระดับปานกลาง ด้านพฤติกรรมลักษณะนิสัย อยู่ในอันดับที่สอง โดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อแยกองค์ประกอบย่อยแล้ว อันดับแรกคือ การปฏิบัติงานโดยคานึงถึงความปลอดภัยอาชีวอนามัย อยู่ในระดับมาก อันดับสุดท้าย คือ ความรับผิดชอบ อยู่ในระดับ ปานกลาง ด้านทักษะทางปัญญา อยู่ในอันดับที่สามโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง เมื่อแยกองค์ประกอบย่อย แล้ว อันดับแรก คือ ความสามารถและความระมัดระวังทางวิชาชีพ อยู่ในระดับมาก อันดับสุดท้ายคือ ความสนใจใฝ่รู้ อยู่ในระดับปานกลาง ผลการทดสอบสมมติฐาน เปรียบเทียบความแตกต่างตามระดับชั้นการศึกษา พบว่า ด้านคุณธรรม จริยธรรมและจรรยาบรรณวิชาชีพ มีความแตกต่างอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ 0.05 ระดับชั้น ปวส.2 มีพฤติกรรมการกระทามากกว่า ระดับชั้น ปวช.3 ด้านพฤติกรรมลักษณะนิสัย มีความแตกต่างอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ 0.05  ระดับชั้น ปวส.2 มีพฤติกรรมการกระทำมากกว่า ระดับชั้น ปวช.3 ด้านทักษะทางปัญญา ไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ

วันอาทิตย์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2559

2.ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับการวางแผน การควบคุมกำไร และการจัดทำงบประมาณ

ความสำคัญและบทบาทของผู้บริหารในการวางแผนกำไร
การวางแผนกำไร
หมายถึง “การวางแนวทางการดำเนินงานที่มีระเบียบ” โดยเน้นการทำงานที่เป็นระบบ เพื่อให้งานในความรับผิดชอบของฝ่ายบริหารด้านการวางแผน การประสานงานและการควบคุม ดำเนินไปอย่างที่ต้องการ และรวมถึงความเหมาะสมของหลักการวางแผนกำไรและวิธีการดำเนินงานทุกด้าน
ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการวางแผน
ประกอบด้วย
  1.องค์การ 
  2.นโยบายองค์การ 
  3.วัตถุประสงค์องค์การ 
  4.เป้าหมายองค์การ 
  5.แผนกำไรในระยะยาว
  6.แผนกำไรในระยะสั้น
  7.รายงานผลการปฏิบัติงาน 
  8.ติดตามวิธีการทำงาน 
          องค์การธุรกิจส่วนใหญ่มักกำหนดแนวทางในการวางแผนและควบคุมทางการเงิน โดยยึดแนความคิดที่สอดคล้องกับ
           - การวางแผนกำไร
           - การบัญชีตามความรับผิดชอบ
           - การบัญชีแบบต้นทุนผันแปร
           - การบัญชีต้นทุนมาตรฐาน
           - การรายงายผลการปฏิบัติงาน
จุดมุ่งหมายที่สำคัญของแนวความคิดในการวางแผนกำไร 
         คือ ฝ่ายบริหารเน้นความสนใจต่อหน้าที่การวางแผนและการควบคุมโดยสม่ำเสมอ ฝ่ายบริหารเป็นองค์ประกอบที่สำคัญในการดำเนินงานขององค์การให้ประสบผลสำเร็จในระยะยาว แผนกำไรเป็นแนวทางการบริหารงานโดยเน้นการดำเนินงานที่เป็นระบบ ยอมรับความจริงในเรื่องการยืดหยุ่นในการปฏิบัติงานของฝ่ายบริหาร การวางแผนกำไรยังหมายรวมถึงความเหมาะสมของหลักการวางแผนกำไร และวิธีการดำเนินงานทุกด้าน  
การวางแผนกำไรกับการบัญชี
       การวางแผนกำไรมีความสัมพันธ์กับการบัญชีเหมือนกับฝ่ายอื่น ๆ สำหรับการวางแผนกำไรกับระบบบัญชีขององค์การมีความสำพันธ์กับเรื่องต่อไปนี้
        1. ข้อมูลที่ฝ่ายบัญชีจดบันทึกในอดีต-ปัจจุบันจะต้องนำมาใช้ในการวางแผน
        2. ส่วนประกอบทางการเงินของแผนกำไรจัดทำขึ้นตามรูปแบบของการบัญชี
        3. การเปรียบเทียบข้อมูลฝ่ายบัญชีกับแผนกำไรที่วางไว้
การบริหารงานโดยมีจุดมุ่งหมายกับการวางแผนกำไร
           เป็นแนวคิดในการบริหารซึ่งเน้นการกำหนดเป้าหมายที่ผสมผสาน เป้าหมายของบุคคล และเป้าหมายขององค์การเข้าด้วยกัน เพื่อใช้เป็นหลักในการวางแผนและดำเนินงาน และใช้เป็นมาตรฐานในการวัดประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการดำเนินงาน นอกจากนี้อาจใช้เป็นแรงกระตุ้นให้ แต่ละคนทำงาน โดยมีความรับผิดชอบร่วมกันเพื่อให้ผลงานบรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้
                   การบริหารงานโดยมีจุดมุ่งหมายจึงไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะการตั้งเป้าหมายหรือวัตถุประสงค์เท่านั้น แต่ยังมุ่งที่จะทำให้การบริหารขององค์การบรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้ด้วย การบริหารงานโดยมีจุดมุ่งหมาย และผลงานจะช่วยให้องค์การกำหนดสิ่งต่างๆ ดังต่อไปนี้ได้คือ
                  - จะต้องทำอะไรบ้างเรียงตามลำดับความสำคัญ
                  - จะต้องทำอย่างไร
                  - จะต้องทำเมื่อไร
                  - จะต้องเสียค่าใช้จ่ายเท่าไร
                  - ผลการปฏิบัติงานอย่างใดที่ถือว่าเป็นผลการปฏิบัติงานที่น่าพอใจ
                  - การปฏิบัติงานได้ผลคืบหน้าอย่างไร
                  - ควรแก้ไขการปฏิบัติงานเมื่อใดและด้วยวิธีการใด
      บทบาทของผู้บริหารในการวางแผนกำไร
                 พิจารณาจากหน้าที่ขั้นต้นของฝ่ายบริหารและลักษณะของการบริหารงาน ซึ่งประกอบไปด้วย
                 การประเมินทางเลือกสำหรับการวางแผนกำไร
              — การวางแผนการบริหารงานที่สำคัญช่วยให้มีการวิเคราะห์ทางเลือกปฏิบัติต่างๆ ก่อนที่จะตัดสินใจแนวทางการวางแผนกำไรที่ดีจะมีประโยชน์ในการประเมินทางเลือกต่าง ๆ ที่มีอยู่ทั้งนี้เนื่องจากความสำคัญทางการเงินได้เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย แผนกำไรสำหรับระยะสั้นและระยะยาวจึงจัดทำขึ้นจากการคาดคะเนว่า เหตุการณ์จริงควรเป็นเช่นไร จึงเป็นสิ่งที่มีประโยชน์อย่างมากต่อการประเมินผลกทางการเงินของแต่ละทางเลือกภายใต้สถานการณ์ต่างๆ กัน
                  การสรุปรายได้ การวิเคราะห์การหมุนเวียนของเงินสด การวิเคราะห์จุดคุ้มทุน การควบคุมคงคลัง การวิเคราะห์ผลต่างของต้นทุน การวิเคราะห์ผลตอบแทนจากการลงทุน จะช่วยให้เห็นข้อเท็จจริงเกี่ยวกับทางเลือกต่างๆ เหล่านั้น
       ประโยชน์ของการวางแผนกำไร
                 1.เป็นการบังคับให้มีการพิจารณากำหนดนโยบายขั้นพื้นฐาน
                 2.กำหนดให้มีการจัดสายการบังคับบัญชาที่ดี โดยกำหนดหน้าที่และความรับผิดชอบแต่ละหน้าที่งานขององค์การโดยชัดเจน
                 3.บังคับให้ฝ่ายบริหารทุกระดับเข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดเป้าหมายและการวางแผนขององค์การ
                 4.บังคับให้ผู้บริหารระดับ ผู้จัดการ แผนก ฝ่าย วางแผนงานโดยสอดคล้องกับแผนงานของแผนกฝ่ายอื่นๆ ขององค์การ
                 5.ทำให้ฝ่ายบริหารกำหนดตัวเลขที่แน่นอนเพื่อใช้วัดผลการปฏิบัติงานของแต่ละหน่วยงานได้
                 6.บังคับให้ฝ่ายบริหารต้องวางแผนการใช้แรงงาน วัตถุ อุปกรณ์การผลิต เครื่องมือเครื่องใช้และเงินทุนอย่างมีประสิทธิภาพ
                 7.สร้างนิสัยให้ผู้บริหารทุกระดับทำงานตามกำหนดเวลา ใช้ความระมัดระวังในการพิจารณาปัจจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างรอบคอบก่อนทำการตัดสินใจ
                 8.ทำให้มองเห็นความมีประสิทธิภาพและความไม่มีประสิทธิภาพได้ชัดเจน
                 9.บังคับให้องค์การต้องทำการวิเคราะห์สภาพของตนเองตลอดเวลา
               10.ช่วยตรวจสอบความก้าวหน้าของวัตถุประสงค์ขององค์การ

     ข้อจำกัดของการวางแผนกำไร

                 1.แผนกำไรกำหนดขึ้นจากการประมาณการ

                 2.แผนกำไรจะต้องปรับให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา  

                 3.แผนกำไรจะไม่ประสบผลสำเร็จโดยอัตโนมัติ

                 4.แผนกำไรไม่ใช่สิ่งที่ทดแทนการบริหารงานและการจัดการต่าง ๆ


         วีดิทัศน์สรุป




วันเสาร์ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2559

1.โครงการสอน:การวางแผนและควบคุมกำไร (Profit Planning and Control)

มหาวิทยาลัยธนบุรี
โครงการสอน
การวางแผนและควบคุมกำไร   (Profit  Planning  and  Control) 
รหัสวิชา 41 4317     จำนวน 3 หน่วยกิต (3-0-3) 
ห้องเรียน  B214      อาจารย์ผู้สอน         อาจารย์มยุรี   เกื้อสกุล   เบอร์โทร   086 308 1284

คำอธิบาย รายวิชา
ศึกษาถึงหลักการ แนวคิด และวัตถุประสงค์ของการวางแผนกำไรทั้งในระยะสั้น และ ระยะยาว รวมถึงการควบคุมกำไรให้เป็นไปตามแผนงานที่วางไว้ กระบวนการจัดทำงบประมาณสมบูรณ์แบบ งบประมาณยืดหยุ่นการรายงานการปฏิบัติงานเปรียบเทียบกับงบประมาณ
วิชาบังคับก่อน  การบัญชีขั้นกลาง 1 และการบัญชีขั้นกลาง 2
วัตถุประสงค์
1.    เพื่อให้นักศึกษาได้ทราบความสำคัญของการวางแผนที่จะสามารถทำให้ธุรกิจบรรลุวัตถุประสงค์ในด้านการดำเนินงานได้ และการควบคุมกำไรที่อย่างน้อยก็ต้องมีกำไรมากกว่าคู่แข่งที่มีทุนระดับเดียวกัน
2.    เพื่อให้นักศึกษาได้เรียนรู้ถึงหน้าที่ และบทบาทของผู้บริหารในการที่จะวางแผน ควบคุม และ ประสานงานให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
3.    เพื่อให้นักศึกษาเรียนรู้ถึงวิธีการและหลักการในการนำเสนอองค์ความรู้ที่ได้ เพื่อนำมาพัฒนาการทำงานและการควบคุมระบบงานได้อย่างเหมาะสม
4.    เพื่อให้นักศึกษาสามารถนำความรู้ที่ได้ไปใช้ในชีวิตประจำวัน และพัฒนาการทำงานให้ดียิ่งขึ้น
กิจกรรมการเรียนการสอน
1.    การบรรยายในชั้นเรียน   
2.    ถามตอบภายในชั้นเรียน
3.    มอบหมายแบบฝึกหัดและกรณีศึกษา
สื่อการสอน
            1. ตำรา และเอกสารประกอบการสอน
            2.  Power point
การประเมินผล
1.                กลางภาค 
-  กิจกรรมระหว่างเรียน/Quiz    10%
- สอบกลางภาค                             40%                        50%
2.                ปลายภาค                                                             50%
                             รวม                                                                  100%
หนังสือ/ตำราที่ใช้ประกอบการสอน
1.    ผศ.อรัญญา  ภาณุศานต์ การวางแผนและควบคุมโดยงบประมาณ กรุงเทพฯ, บริษัทธนาเพรส จำกัด : 2556
2.    พรพรรณ เอกเผ่าพันธ์ การวางแผนและควบคุมโดยงบประมาณ กรุงเทพฯ, หจก.สำนักพิมพ์ฟิสิกส์เซ็นเตอร์ : 2537
3.     ปนัดดา อินทร์พรหม การวางแผนและควบคุมทางการเงิน กรุงเทพฯ, สำนักพิมพ์ธรรมนิติ จำกัด : 2539
4.     นภาพร ณ เชียงใหม่ การวางแผนและควบคุมกำไร กรุงเทพฯ, บริษัท พัฒนาวิชาการ (2535)จำกัด : 2541
5.     อัมพร เที่ยงตระกูล การวางแผนและการควบคุมกำไร, กรุงเทพฯ, ฝ่ายเอกสารตำราสถาบันราชภัฎสวนดุสิต : 2541
เนื้อหาและการแบ่งหน่วยเรียน
  1. ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับการวางแผน  การควบคุมกำไร  และการจัดทำงบประมาณ
  2. การวิเคราะห์ผลการดำเนินงานตามแผนกำไร
  3. พฤติกรรมต้นทุนและความสำพันธ์ต่อกระบวนการงบประมาณ
  4. งบประมาณกับกระบวนการบริหาร กระบวนการวางแผน และการควบคุม
  5. กระบวนการวางแผนงบประมาณ
  6. การวางแผนและควบคุมการขาย
  7. การวางแผนและควบคุมการผลิต วัตถุดิบทางตรง และค่าแรงงานทางตรง
  8. การวางแผนและควบคุมค่าใช้จ่าย
  9. การวางแผนและการควบคุมการจ่ายลงทุน
  10. การวางแผนและควบคุมเงินสด
  11. การจัดทำงบประมาณสำหรับกิจการที่ไม่ได้ทำการผลิตสินค้า
  12. การประมวลผลการจัดทำงบประมาณ
  13. การรายงานผลการปฏิบัติงานและการวิเคราะห์ผลแตกต่างจากงบประมาณ

หมายเหตุ  เนื้อหา และรายละเอียดการเรียนวิชานี้ อาจมีการเปลี่ยนแปลงตามความเหมาะสม